เอกสาร a1/260952
เรียบเรียงจาก :  งานวันมหิดลและวันอัลไซเมอร์โลก 26-27 กันยายน 2552

            
หัวข้อ
: ไขปัญหาข้อข้องใจเกี่ยวกับสมองเสื่อมโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ

สมองเสื่อมยิ่งรู้เร็วยิ่งรักษาง่ายจริงหรือ

ผู้ตอบ นายแพทย์วรพงษ์ เธียรอุกฤษฎ์  แพทย์ผู้เชี่ยวชาญทางด้านประสาทวิทยา และผู้เชี่ยวชาญทางด้านการดูแลผู้ป่วยสมองเสื่อม
และ พญ.โสฬพัทธ์ เหมรัญช์โรจน์ จิตแพทย์ ภาควิชาจิตแพทย์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

1.การที่เรารู้ว่าเป็นสมองเสื่อมตั้งแต่ระยะเริ่มต้นมีข้อดีอย่างไร ?
ในด้านการดูแลสุขภาพ ถ้าเรารู้ตั้งแต่แรก เซลล์สมองยังตายไปไม่มาก มีเนื้อสมองเหลืออยู่ค่อนข้างมาก จะทำให้การฟื้นฟูสมองหรือการชะลอการตายของสมองช้าลงได้
มีวิธีช่วย เช่น การให้ยาบางอย่างถึงแม้ยังรักษาไม่หาย  จากรายงานการศึกษาพบว่าผู้ป่วยที่ได้รับยาสมรรถภาพของสมองจะเสื่อมช้าลง และยังพบว่ายิ่งให้ตั้งแต่แรกเริ่มเร็วที่สุดเท่าไหร่ได้ยิ่งดี นอกจากนี้การดูแลผู้ป่วยระยะแรกที่เนื้อสมองยังไม่ตายไปมาก การฟื้นฟูทั้งในเรื่องของความจำและด้านอื่นๆ จะยังค่อนข้างดี  ดีกว่าเข้าสู่ระยะกลางไปแล้ว การฟื้นฟูจะทำได้ยากกว่า

2.นอกจากด้านสุขภาพแล้วการรู้ว่าป่วยตั้งแต่แรกเริ่มยังมีประโยชน์อย่างไรอีก?
ถ้าหากคนๆหนึ่ง รู้ล่วงหน้าว่าวันนี้ตัวเองเริ่มป่วยอาจจะเป็นอัลไซเมอร์ระยะแรก ก็สามารถวางแผนชีวิตได้ เมื่อรู้ว่าโรคนี้รักษาไม่หาย  โดยธรรมชาติจะค่อยๆแย่ลง ก็สามารถวางแผนชีวิตได้ ถ้ามีลูก มีกิจการ ก็สามารถมีเวลาวางแผน ทำพินัยกรรม อาจจะมอบหมายทายาทรุ่นต่อไป ซึ่งดีกว่าแย่ลงไปมากแล้ว การใช้เหตุผลและการตัดสินใจก็เสียไป ก็อาจจะมีปัญหาในเรื่องต่างๆ ตามมา

3.ถ้าสงสัยว่าจะเป็นสมองเสื่อมจะไปพบแพทย์ทางด้านไหน ?

แพทย์ทั่วไปก็สามารถให้การวินิจฉัยเบื้องต้นได้ ถ้าจะให้ดียิ่งขึ้นก็อาจจะให้พบอายุรแพทย์ทั่วไป หรืออายุรแพทย์ทางด้านระบบประสาท อายุรแพทย์ผู้สูงอายุ หรือจิตแพทย์ ซึ่งแพทย์ 3 สาขาหลักนี้ ก็จะให้คำแนะนำปรึกษาดูแลได้ดี

4.เมื่อรู้ว่าเป็นสมองเสื่อมแล้วคนไข้เองจะทำอะไรได้บ้างเพื่อชะลออาการ ?

ถ้าหากคนไข้หรือญาติคนไข้ช่วยปรับเปลี่ยนวิถีชีวิต ดูแลสุขภาพการกินอยู่ตั้งแต่กินอาหารที่ทำสุขภาพให้แข็งแรง ออกกำลังกาย ดูแลทั้งร่างกาย จิตใจ และสมอง จะเป็นสิ่งที่ช่วยได้มากที่สุด มีโอกาสชะลออาการให้ช้าลงจาก 5 ปี เป็น 20 ปีได้


อาการของสมองเสื่อมเป็นอย่างไร

ผู้ตอบ   นายแพทย์วรพงษ์ เธียรอุกฤษฎ์  แพทย์ผู้เชี่ยวชาญทางด้านประสาทวิทยา และผู้เชี่ยวชาญ ทางด้านการดูแลผู้ป่วยสมองเสื่อม

1.จะทราบได้อย่างไรว่าคนใกล้ตัวหรือตัวเองมีอาการสมองเสื่อม ?
เมื่อแรกเริ่มมีอาการ ญาติๆ มักจะไม่ทันสังเกตว่ามีอาการป่วย เพราะอาจจะไม่ได้พูดคุยกันทุกวัน แต่จะสังเกตเห็นว่าคุณตาคุณยายความจำดีเล่าเรื่องเก่าๆ ได้ตลอด แต่เรื่องใหม่จำไม่ได้ เช่น ถ้าลืมบ่อยๆ ว่าเมื่อวานมื้อเย็นทานอะไร หรือลืมว่าไปไหนมา ก็มีโอกาสเป็นสมองเสื่อมได้ อาการหลักๆ ที่ให้สังเกตก็คือมักจะมีปัญหาเรื่องความจำระยะสั้น มักจะจำเหตุการณ์ เมื่อสองสามวันก่อน หรืออาทิตย์ที่ผ่านมาไม่ได้ ส่วนเรื่องความจำเก่าๆ สมัยหนุ่มยังสาวหรือความจำสมัยเด็กยังดีอยู่

2.นอกจากเรื่องลืมแล้วมีอาการอื่นอีกไหม ?
นอกจากปัญหาเรื่องความจำเป็นหลักแล้ว ก็ยังมีเรื่องปัญหาการทำงานของสมองส่วนอื่นๆ ด้วย สมองเรามีหน้าที่การทำงานหลายอย่าง เมื่อเกิดภาวะสมองเสื่อม  ผู้ป่วยอาจมีอาการต่างๆ เช่น ใช้ภาษาผิดเพี้ยนไป ไม่ค่อยเข้าใจในการสื่อสารกับคนอื่น การคำนวณ การใช้เหตุผล ผิดปกติไป การตัดสินใจในเหตุการณ์ที่คนปกติทั่วไปสามารถตัดสินใจได้ถูกต้องก็ทำไม่ได้ พฤติกรรมเปลี่ยนไปเช่น เฉยชามากขึ้น  หรือบางช่วงก็มีอารมณ์หงุดหงิดก้าวร้าวมากขึ้น ซึ่งจะทำให้การใช้ชีวิตประจำวันแย่ลงมากกว่าปกติที่เคยเป็นมา

3.จะแยกออกได้อย่างไรว่าเป็นการขี้หลงขี้ลืมธรรมดาในวัยสูงอายุกับสมองเสื่อม ?        
คนปกติที่อายุ 100 ปี  ถ้าไม่ได้เป็นโรคสมองเสื่อม ก็อาจจะความจำลดน้อยลงไป เช่น การคิดการอ่านอาจช้าลง ความจำถดถอยลงไปบ้าง เพราะเมื่ออายุมากขึ้นเซลล์สมองจะลดลงไปตามปกติอยู่แล้ว
แต่ถ้าเป็นโรคสมองเสื่อมจะลืมแล้วลืมเลย เช่น ถ้าหุงข้าวไว้ แล้วเดินไปพูดคุยกับลูกหลาน ปรากฏว่าข้าวไหม้ พอได้กลิ่นไหม้ลอยมา พอลูกหลานถามว่าหุงข้าวไว้เหรอก็จะบอกว่าไม่ได้หุง ลืมไปเลยว่าตัวเองเป็นคนหุง

4.ถ้าชอบลืมโน่นลืมนี่ เช่น ลืมกุญแจบ่อยๆ เป็นอาการแรกเริ่มของสมองเสื่อมหรือไม่?

อาจไม่ใช่ ถ้าผู้สูงอายุมีอาการลืมเล็กๆ น้อยๆ   เพราะกำลังทำบางอย่างอยู่ เช่น อาจวางกุญแจไว้บนโต๊ะแล้วไปกวาดบ้าน สักพักนึกได้ว่าเอากุญแจไปวางแต่ไม่รู้ว่าอยู่ตรงไหน เรื่องของการลืมกุญแจหลายคนที่อายุยังน้อยก็เป็นกัน  อย่างเวลารีบร้อนตั้งใจจะไปทำธุระ จอดรถไว้ที่ห้างสรรพสินค้าแล้วลืมกุญแจทิ้งไว้ในรถ หรือทำธุระเสร็จจำไม่ได้ว่าจอดรถตรงไหน อย่างนี้ไม่ใช่สมองเสื่อม แต่เป็นการขาดสมาธิ ในช่วงที่กำลังเกิดเหตุการณ์นั้นอาจจะไม่ได้จดจ่อกับสิ่งที่ทำ อาจกำลังคุยธุระอื่นเลยไม่ได้มีสมาธิจดจำ
การที่คนเราจะมีความจำได้นั้?น ต้องมีสมาธิเป็นพื้นฐานก่อนจึงจะจดจำเข้าไปได้ ถ้าลืมบ่อยๆ แล้วไม่มีอาการของสมองส่วนอื่นที่ทำงานผิดปกติไปด้วย ก็เป็นอาการลืมตามวัย หรืออาจเป็นเพราะช่วงนั้นสมาธิไม่ค่อยดี ความจำบางส่วนในเหตุการณ์ทั้งหมดจึงหายไป แต่ไม่ใช่ลืมหมดว่าทำอะไรไปบ้าง ตรงนี้ก็จะเป็นส่วนที่บอกความแตกต่างระหว่างสมองเสื่อมกับความจำถดถอยตามอายุธรรมดา


สมองเสื่อมอาจถูกเข้าใจผิดว่ามีปัญหาทางจิตได้ใช่ไหม

ผู้ตอบ     พญ.โสฬพัทธ์ เหมรัญช์โรจน์ จิตแพทย์ ภาควิชาจิตแพทย์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

1.พบได้บ่อยไหมที่ญาติคนไข้สมองเสื่อมพามาหาจิตแพทย์เพราะเข้าใจว่ามีปัญหาทางจิต ?
พบว่าคนไข้สมองเสื่อมส่วนหนึ่งมาหาหมอด้วยเรื่องของโรคซึมเศร้า ผู้สูงอายุหลายท่านที่เกษียณมาแล้วดูซึมลง เครียดง่าย หวั่นไหวง่าย น้อยใจง่าย หรือเคยอยากออกไปเที่ยวข้างนอก เคยอยากไปสมาคมกับเพื่อนก็ไม่ไป ชอบเก็บตัว มีคนไข้คนหนึ่งไม่ออกไปไหนเลยมาเป็นเวลา 6 ปีแล้ว ทั้งที่เมื่อก่อนไม่เคยเป็นอย่างนี้  บุคลิกภาพก็เริ่มเปลี่ยนไป ก็เป็นอีกเรื่องที่เจอได้บ่อย มีคนไข้คนหนี่งเคยเป็นครูท่านเคยเป็นคนดุมากบุคลิกเปลี่ยน เป็นคนใจดีใจเย็น แต่ส่วนใหญ่ที่เกิดขึ้นกลายเป็นคนฉุนเฉียวง่าย ควบคุมอารมณ์ไม่อยู่ ระยะหลังๆ อาจมีอาการมากขึ้นเรื่อยๆ บางคนอาจจะหูแว่ว เห็นภาพหลอน หรืออาจคิดว่ามีคนปองร้ายตลอดเวลา อาการเหล่านี้ถ้าญาติไม่เข้าใจมาก่อน ก็จะพามาส่งที่แผนกจิตเวชเพราะเข้าใจว่าเป็นโรคจิต ซึ่งความจริงแล้วเป็นอาการของสมองเสื่อมหรืออัลไซเมอร์

2.เป็นไปได้ไหมที่สมองเสื่อมจะมีบุคลิกภาพเปลี่ยนไปโดยไม่มีอาการความจำเสื่อมเลย?
สมองเสื่อมมีหลายประเภท ซึ่งถ้าเป็นสมองเสื่อมประเภทที่เรียกว่า อัลไซเมอร์ จะต้องมีปัญหาในเรื่องความจำด้วยอย่างแน่นอน ซึ่งอาการของอัลไซเมอร์เซลล์สมองจะค่อยๆ ตายไป ใช้เวลาเป็นปีหรือหลายปี โดยส่วนใหญ่แล้วจะอยู่ในราว4-5 ปี แต่ช่วงแรกจะมีอาการน้อย เริ่มจากซึมเศร้าก่อนหรืออาจะหลงลืมนิดๆ นำมาก่อนก็ได้ และในช่วง 1 ปีหลังจะเป็นมากขึ้น แต่ก็มีสมองเสื่อมอีกบางชนิดซึ่งอาจจะพบไม่มากนัก ที่อาจจะมีปัญหาเสื่อมเฉพาะสมองส่วนหน้า ทำให้บุคลิกภาพเปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง เช่น ในอดีตอาจเคยเป็นครูบาอาจารย์ แต่เมื่อเป็นสมองเสื่อมพอออกไปนอกบ้านจะจับทุกอย่าง ตั้งแต่ ขวดพริกไทย ขวดน้ำ ถังขยะ ฯลฯ แล้วก็พูดน้อยลงเรื่อยๆ นั่งอยู่กับที่ได้ทั้งวัน อีกสาเหตุหนึ่งที่พบบ่อยคือสมองขาดเลือดจากเส้นเลือดตีบ คนไข้อาจมาด้วยอาการช้าลงและซึมเศร้าอย่างรุนแรง แต่พอวินิจฉัยก็พบว่าเป็นเส้นเลือดสมองตีบส่วนหน้าการสังเกตอาการของสมองเสื่อมไม่ใช่ดูที่ความจำเสื่อมอย่างเดียว ต้องดูที่อาการอย่างอื่นร่วมด้วย

3.เมื่อสังเกตตัวเองหรือคนรอบข้างมีอาการของสมองเสื่อมจะทำอย่างไร ?

ควรมาปรึกษาแพทย์ตั้งแต่ระยะแรกๆ ที่เริ่มสังเกตพบอาการ ก็จะได้ประโยชน์ทั้งนั้นไม่ว่าจะเป็นหรือไม่เป็น ถ้ามีปัญหาก็จะได้ป้องกันไว้ก่อนดีกว่าปล่อยให้เป็นมากแล้วมาแก้ไขในภายหลัง  อีกประการหนึ่งก็คืออาการที่ผิดปกติไปในด้านอื่นๆ ของคนไข้สมองเสื่อมจะบั่นทอนความรู้สึกทั้งของญาติและผู้ดูแลมากกว่าเรื่องความจำที่แย่ลงเสียอีก

    สาเหตุของสมองเสื่อมเกิดจากอะไร


ผู้ตอบ
    นายแพทย์วรพงษ์ เธียรอุกฤษฎ์  แพทย์ผู้เชี่ยวชาญทางด้านประสาทวิทยา และผู้เชี่ยวชาญทางด้านการดูแลผู้ป่วยสมองเสื่อม

1.สมองเสื่อมเกิดจากสาเหตุอะไรบ้าง ?
โดยทั่วไปสมองเสื่อมเกิดได้จากหลายสาเหตุ แต่ส่วนใหญ่ที่เกิดกับชาวตะวันตกเกิดจากเซลสมองตายไปก่อนวัยอันควร และตายเป็นปริมาณมาก โดยเฉพาะส่วนของความจำ  ส่วนสาเหตุอื่นๆ ได้แก่

หลอดเลือดสมองตีบหรือแตก
เป็นสาเหตุของสมองเสื่อมที่พบบ่อยในแถบประเทศกำลังพัฒนา อาการขึ้นอยู่กับว่าหลอดเลือดสมองตำแหน่งไหนมีปัญหา ถ้าโดนตำแหน่งที่สำคัญบางจุดที่เรียกว่า ทาลามัส ก็จะมีปัญหาเรื่องความจำเสื่อมได้ค่อนข้างเร็วเลย เช่น ถ้าเป็นหลอดเลือดสมองตีบเล็กๆ น้อยๆ อาการก็จะไม่เป็นปุบปับ ต่อเมื่อหลอดเลือดสมองมีปัญหามากขึ้นสะสมจนสมองทนไม่ไหว คล้ายกับเหลือฟางเส้นสุดท้ายแล้ว อาการก็จะเด่นชัดขึ้นมาได้

เนื้องอกในสมอง
ญาติอาจพาคนไข้มาหาหมอด้วยอาการสมองเสื่อม โดยเฉพาะถ้าเนื้องอกไปโดนสมองที่ทำหน้าที่อย่างอื่นด้วย เช่น เรื่องของการควบคุมการทำงานแขนขาอ่อนแรง แต่บางจุดที่ไม่แสดงอาการ เช่น บริเวณสมองส่วนหน้ามีก้อนเนื้องอกอยู่ คนไข้อาจจะไม่มีอาการอื่นเลยก็ได้ถึงแม้ว่าก้อนเนื้องอกจะใหญ่มาก แต่อาจจะมาพบแพทย์ด้วยปัญหาของความจำหรือมีพฤติกรรมเปลี่ยนไป

เลือดออกในกะโหลกศีรษะ
มักจะพบบ่อยว่าในผู้สูงอายุมีเลือดออกที่ใต้เยื่อหุ้มสมอง  โดยปกติคนหนุ่มสาวกะโหลกศีรษะกับเนื้อสมองจะติดกันเลย พอสูงอายุมากขึ้นเนื้อสมองค่อยๆ เหี่ยวลง มีช่องว่างเกิดขึ้น และช่องว่างตรงนี้ก็จะมีหลอดเลือดเล็กๆ เป็นหลอดเลือดดำห้อยอยู่ ถ้ามีการกระแทกนิดหน่อย อาจไม่มีรอยเขียวข้างนอกด้วยซ้ำ ก็จะไม่ทราบว่าแตกแล้ว  เลือดจะออกทีละนิดสะสม ก็อาจจะมาหาหมอด้วยเรื่องความจำเสื่อมได้

ภาวะของเมตาบอลิกโดยเฉพาะภาวะของต่อมไร้ท่อต่างๆ ผิดปกติ
  เช่น ต่อมไทรอยด์ทำงานมากกว่าปกติหรือน้อยกว่าปกติ อาจมีปัญหาระดับน้ำตาลที่สูงหรือต่ำเกินไป หรือการทำงานของต่อมหมวกไตที่ผิดปกติ

ภาวะโพรงน้ำในสมองที่ขยายใหญ่กว่าปกติ
คนไข้เหล่านี้จะมาด้วยเรื่องของความจำเสื่อม การเดินผิดปกติ ควบคุมปัสสาวะไม่ได้ (ปัสสาวะราด)
สาเหตุต่างๆ เหล่านี้คือสาเหตุที่พบได้บ่อยในผู้ป่วยสมองเสื่อม

2.แสดงว่ายังมีสาเหตุอื่นๆ อีกหรือไม่ ?

มีสาเหตุอื่นอีกที่อาจพบได้บ้าง  เช่น เกิดจากการขาดวิตามินบี  ผู้ที่ดื่มสุราแล้วไม่ได้ทานข้าว ก็จะขาดวิตามิน บี 1 จะมีอาการชา และปัญหาความจำ ส่วนการขาดวิตามินบี 12 จะพบในคนไข้ที่ทานมังสวิรัติเป็นเวลาหลายปี หรือคนที่ตัดกระเพาะไปก็จะสูญเสียความสามารถในการดูดซึมวิตามินบี 12 ถ้าไม่ได้รับการเสริมวิตามินก็อาจจะมีปัญหาสมองเสื่อม
นอกจากนี้ยังมีสาเหตุที่พบได้เล็กน้อย เช่น การติดเชื้อบางอย่าง ในสมัยก่อนอาจจะเป็นซิฟิลิสที่ใช้เวลาเป็นปีหรือสิบปี ที่คนไข้อาจจะมาด้วยเรื่องของความจำ บุคลิกภาพก้าวร้าวมากขึ้น  ในช่วงหลังพบได้น้อยลงเพราะมียาฆ่าเชื้อ แต่ที่อาจจะพบมากขึ้น คือการติดเชื้อเอชไอวี พอติดไปถึงจุดหนึ่งก็จะเข้าไปถึงสมองด้วย ก็จะมีปัญหาความจำและพฤติกรรมที่เปลี่ยนไป  


เครียดมากๆ ทำให้สมองเสื่อมได้ไหม

ผู้ตอบ     พญ.โสฬพัทธ์ เหมรัญช์โรจน์ จิตแพทย์ ภาควิชาจิตแพทย์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

1.ภาวะเศรษฐกิจเวลานี้ย่ำแย่ทำให้คนมีความเครียด แล้วความเครียดจะทำให้สมองเสื่อมได้ไหม ?
เวลาเครียด ยังไม่ต้องอายุมากคนอายุน้อยๆ ก็จะมีความคิดอ่านช้าลง นึกไม่ออก จำไม่ได้ สมาธิไม่ดี อ่านหนังสือก็ไม่เข้าหัว สมองไม่เปิดรับก็ใส่ข้อมูลใหม่ไม่ได้ เหล่านี้เป็นผลระยะแรกเท่านั้น อาจจะยังไม่ทำให้เกิดความจำเสื่อม แค่สมรรถภาพสมองลดลง

2.ถ้าเครียดนานๆ จะเป็นสมองเสื่อมหรือเปล่า ?
ถ้าเครียดเป็นระยะเวลานานสะสมไปเรื่อยๆ ถ้าคนที่มีความเสี่ยงจะเป็นอัลไซเมอร์อยู่แล้วก็อาจะสมองเสื่อมในไม่กี่ปี แต่ถ้าคนที่ไม่มีความเสี่ยงเลยก็สามารถทำให้เกิดสมองเสื่อมเหมือนอัลไซเมอร์ได้แต่ช้ากว่า
สมมติว่าคนๆ นึงสมองดีมากไม่มีความเสี่ยงใดๆ เลย แต่เป็นคนเก็บตัว ไม่เข้าสังคม มองโลกในแง่ร้าย คิดมาก สารพัด ในที่สุดสมองโดยเฉพาะส่วนฮิปโปแคมปัสจะโดนทำลาย นานวันเข้าก็อาจจะมีอาการแบบอัลไซเมอร์ แยกอาการออกจากกันค่อนข้างยาก

3.
เครียดนานๆ แล้วทำให้สมองเสื่อมได้อย่างไร ?
มีหลักฐานยืนยันจากการถ่ายภาพรังสี และ มีการทดลองมากมายที่พิสูจน์ชัดเจนว่าความเครียดเป็นสิ่งที่ทำให้เกิดสมองเสื่อมได้อย่างถาวร
ความเครียดคือสิ่งที่เราแต่ละคนเป็นผู้เลือกเอง จะเครียดมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับภูมิหลังของคนๆ นั้น  ถ้าเป็นคนเครียดง่ายก็จะตัดสินเรื่องทุกอย่างเครียด สมองรับรู้แล้วว่าเครียดก็จะส่งสัญญาณไปให้ร่างกายปรับตัวพยายามสู้กับความเครียด ก็จะมีสารตัวหนึ่งที่ชื่อว่า คอร์ติซอล หลั่งออกมา ช่วยให้เราทนกับความเครียดและสู้มันได้ แต่ถ้าหลั่งไปนานๆ สารตัวนี้จะเริ่มเป็นพิษเพราะเกินขอบเขตที่ร่างกายจะทนไหว ก็จะไปทำลายสมองส่วนฮิปโปแคมปัสซึ่งมีบทบาทสำคัญในจัดเก็บความทรงจำใหม่ๆ  ทำให้จำสิ่งที่เพิ่งเกิดขึ้นไม่ได้

การเอ็กซเรย์สมองมีประโยชน์อะไรถ้าหากรู้แล้วว่าสมองเสื่อม


ผู้ตอบ      -              รศ.พญ.จิราพร เหล่าธรรมทัศน์
อ.ประจำภาครังสีวิทยา คณะแพทยศาสตร์ รพ.รามา ผู้เชี่ยวชาญ
ด้านการอ่านฟิล์มเอ็กซเรย์สมอง ด้วยระบบคอมพิวเตอร์และระบบไฟฟ้า
1.ผู้ป่วยสมองเสื่อมควรได้รับการตรวจเอ็กซเรย์คอมพิวเตอร์เพื่ออะไร ?
ในกรณีที่สงสัยว่าสมองเสื่อมจะต้องตรวจเอ็กซเรย์สมองหรือไม่ขึ้นอยู่กับการวินิจฉัยของแพทย์ การเอ็กซเรย์สมองมีจุดประสงค์เพื่อช่วยแยกแยะหาสาเหตุของสมองเสื่อม เช่น สงสัยว่าคนไข้รายหนึ่งเป็นเบาหวานและเป็นความดันโลหิตสูง จะสมองเสื่อมเพราะหลอดเลือดตายหลายแห่งจนเนื้อสมองหายใช่หรือไม่ หรือ ผู้สูงอายุบางท่านหกล้มหรือกระแทกบ่อย    คุณหมออาจสงสัยว่ามีเลือดออกในช่องใต้กะโหลก ก็จะใช้เอ็กซเรย์คอมพิวเตอร์ (ซีทีสแกน – CT scan) หรือ เอ็กซเรย์คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (MRI) เข้ามาช่วยยืนยันหรือช่วยปฏิเสธความสงสัยนอกเหนือจากการตรวจร่างกายและการซักประวัติ หลังจากทราบแล้วก็จะสามารถรักษาสมองเสื่อมให้ถูกต้องตรงกับสาเหตุที่เกิดขึ้น

2.เราสามารถเอ็กซเรย์สมองล่วงหน้าก่อนเป็นสมองเสื่อมได้ไหม ?

การตรวจเอ็กซเรย์คอมพิวเตอร์สมองที่เสื่อมหรืออัลไซเมอร์ระยะต้นเพึ่งมีความจำเสื่อมใหม่ๆ หรือเริ่มสงสัย           จะไม่พบเลยว่าสมองต่างจากคนปกติอย่างไร
ทุกวันนี้การวินัจฉัยด้วยเอ็กซเรย์คอมพิวเตอร์จะเห็นก็ต่อเมื่อโรคเป็นระยะกลางหรือระยะรุนแรง ซึ่งคนไข้ ญาติพี่น้องทั้งหลายรวมทั้งแพทย์เองก็ไม่ปราถนาให้คนไข้เข้าสู่ระยะดังกล่าว เพราะเมื่ออยู่ในระยะนั้นแล้วจะทำอะไรได้น้อยมากเมื่อเทียบกับระยะแรก  

3.แล้วทำไมคุณหมอจึงให้คนไข้อัลไซเมอร์เอ็กซเรย์สมองอยู่ ?

เพราะภาวะการเสื่อมของสมองในคนที่เป็นอัลไซเมอร์จะมีสมองบางส่วนที่เหี่ยวลงเร็วมาก ส่วนการเหี่ยวลงโดยอายุขัยจะเหี่ยวช้ากว่า ถ้ามีการตั้งต้นเช็กดูตรงจุดแรกที่ดูเหมือนไม่เห็นอะไร จากนั้นอีกหนึ่งปีหรือดูปีต่อปี                              แล้วเทียบกับการลดการเหี่ยวลงของสมองถ้าพบว่าเหี่ยวลงในอัตราที่เร็วกว่าการเหี่ยวตามธรรมชาติ  ก็จะทราบแน่ชัดว่าเป็นอัลไซเมอร์

4.สมองเสื่อมมีลักษณะต่างจากสมองปกติอย่างไร ?

เพื่อให้เห็นภาพ ขอเปรียบเทียบสมองกับมะม่วงน้ำดอกไม้ ตอนที่สุกใหม่ๆ สดใสเต่งตึง ทิ้งไว้ประมาณอาทิตย์นึง ผิวเหี่ยวย่นลง ร่องจะเริ่มมีมากขึ้น สมองมนุษย์เราก็เช่นเดียวกัน ในวัยเด็กหรือวัยกลางคนชีวิตสดใสการงานกำลังดี รื่นรมย์ ไม่มีทุกข์ สมองก็จะเต็มมีน้ำคอยหล่อเลี้ยงไม่ให้กระทบกระแทกกระเทือน พอเริ่มอายุมาก หรือมีโรคมารุมเร้าสมอง เซลล์สมองก็จะค่อยๆ สูญเสียไป มีเนื้อสมองตาย ใยประสาทฝ่อลงหรือถูกทำลายไป ตัวสมองซึ่งเคยเต่งตึงก็จะเหี่ยวย่นลง

5.สมองเหี่ยวย่นลงได้ก็เหมือนกับผิวหนังที่เหี่ยวย่นเมื่ออายุมากใช่ไหม ?

ถูกต้องแล้ว  การเหี่ยวย่นลงของสมองจากความเสื่อมตามอายุ ก็เหมือนกับผิวของคนเราที่เหี่ยวย่น นิ่ม หย่อนยาน แต่ในคนที่เป็นสมองเสื่อมจะเหี่ยวเฉพาะบางที่ คือส่วนของฮิปโปแคมปัสซึ่งเป็นเป็นถังเก็บความจำจะเหี่ยวก่อนส่วนอื่น สมองของคนเราเปลี่ยนไปตามวัย สมองเด็กในช่วงขวบปีแรก จะเหี่ยวๆหน่อย หลังจากนั้นก็จะเจริญเติบโตเต็มที่ ตอนประมาณ 2 ขวบ สมองก็จะเจริญเติบโตใกล้กับผู้ใหญ่ประมาณ 80-90% ของผู้ใหญ่ หลังจากนั้นก็จะดีมาตลอดจนอายุประมาณ 30-40 หลังจากนั้นก็จะเริ่มเสื่อมๆลงนิดๆ มันก็คือการเสื่อมตามวัยลงมา แต่คนที่เป็นโรคอัลไซเมอร์ คือสมองส่วนฮิปโปแคมปัสหรือส่วนที่อยู่ตอนกลางส่วนล่างของฐานสมองจะเป็นตัวที่เหี่ยวลงไป




 สารบัญเว็บไซต์ : หน้าแรก | กิจกรรม | สนทนา | บทความ | สายด่วน | สื่อออนไลน์ | ติดต่อ | เกี่ยวกับเรา


Copyright © 2007-2010 azthai.org All rights reserved.   Contact Webmaster: Nutnapin Ruttano
114 ปิ่นนคร 4 ถ. บรมราชชนนี ตลิ่งชันกรุงเทพ 10170
โทร 08-6990-4207 / Fax 0-2201-2588
ตู้ปณ 224 ปณจ ราชดำเนิน เขตพระนคร กทม. 10200

ปรับปรุง 1 มกราคม 2553

Design and Produce all Website by Thawatchai Kansrirat Audio visual Eduaction Ramathibodi
Hospital 
ขอขอบคุณ อ.ตรี แห่ง โรงเรียนไอ-ดีไซต์